กำกับโดย Kirk DeMicco ผู้เคยฝากผลงานจาก THE CROOD ภาพยนตร์อนิเมชั่นครอบครัวยุคหินจากสตูดิโอดรีมเวิร์ค พร้อมด้วยเสียงพากย์โดย Lin-Manuel Miranda ผู้ที่พากย์เสียงตัวละครหลักของเรื่องอย่างเจ้าหมีน้ำผึ้ง คิงคาจู นาม วีโว่ และยังเป็นคนวางโครงเรื่องไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2010 แต่ถูกยกเลิกไปจากการปรับโครงสร้างใหม่ในสตูดิโอดรีมเวิร์คเมื่อ 2015 จนโซนี่นำมาสานต่อในปี 2016

นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้ที่คอยแต่งเพลงให้กับอนิเมชั่นดังของดิสนีย์อย่าง MOANA รวมไปถึง The Little Mermaid เวอร์ชั่นคนแสดง และ Encanto เมืองเวทมนตร์คนมหัศจรรย์ ที่มีกำหนดฉายในเร็ว ๆ นี้ พร้อมเสริมทัพด้วย Zoe Saldana ดาราสาวเจ้าของภาพยนตร์พันล้านในบทสาวต่างดาวอย่าง กาโมร่าและเนย์ทีรี จาก จักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล และ อวตาร พร้อมกับทางเน็ตฟลิกซ์ไทยที่ได้เสียงร้องไทยที่ขนศิลปินไทยดัง ๆ มากมายทั้ง โอ๊ต ปราโมทย์, เฟรม ศุภัคชญา (วันเดอร์เฟรม) และ เจนนิเฟอร์ คิ้ม มาร่วมกันขับกล่อมบทเพลงแห่งละตินให้กึกก้อง เรียกว่าลงทุนมากพอสมควร เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่โดนพิษโควิดต้องลงเอยด้วยการที่ NETFLIX ทุ่มทุนซื้อมาฉายเช่นเดียวกับ The Mitchells vs The Machines และ Wish Dragon อนิเมชั่นจากค่ายเดียวกัน อนิเมชั่นได้รับคำวิจารณ์จากนักวิจารณ์ในแง่บวกด้านดนตรีและอนิเมชั่น

เรื่องราวของคิงคาจูผู้ร่าเริงเพียงหนึ่งเดียวนามว่า วีโว่ ที่ใช้ชีวิตประจำวันไปกับการบรรเลงดนตรีให้กับผู้คนในฮาวาน่า ประเทศคิวบา ร่วมกับ อังเดรส ชายแก่ใจดีที่เก็บเขามาเลี้ยง แม้ทั้งคู่จะได้พูดภาษาเดียวกัน แต่พวกเขามีความรักในเสียงเพลง กระทั่งจดหมายปริศนาจากมาร์ต้า ศิลปินสาวที่เตรียมตัวจะอำลาวงการดนตรีที่ไมอามี่ รัฐฟลอริด้า ประเทศอเมริกา แต่แผนการผิดพลาดทำให้วีโว่ได้พบกับ กาบี้ เด็กสาวท่าทางประหลาดผู้หัวขบถและแทบไม่เหมือนเด็กคนอื่นที่เขาเคยเจอที่จะเป็นผู้ร่วมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อนำบทเพลงที่อังเดรสแต่งไว้ไปส่งให้ถึงเธอ แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เมื่ออุปสรรคมากมายมาคอยขัดขวางและมิตรหมู่ที่เขาไม่คาดฝัน การเดินทางจากคิวบาสู่อเมริกา วีโว่ผู้ที่ยึดติดกับแผนการและท่วงทำนองจังหวะของตัวเอง ต้องคิดทบทวนใหม่ว่า เขาจะทำตามจังหวะของตัวเอง หรือจะเปิดโอกาสให้คนรอบข้างได้เข้ามาบรรเลงดนตรีและแผนการใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ด้วยพลังแห่งเสียงเพลงแห่งละตินที่มีเสน่ห์และสามารถทำภารกิจให้สำเร็จให้ได้ด้วยมิตรภาพดั่งคู่หูที่แตกต่างสุดขั้ว

อนิเมชั่นเรื่องนี้มีความโดดเด่นมากตรงการเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อน เดินเรื่องไวไม่ต้องใช้เวลาแนะนำตัวละครนาน เพราะด้วยความเป็นภาพยนตร์มิวสิคคัล เราจะรู้จักบทบาทของตัวละครได้จากบทเพลงที่มีในเรื่อง ใส่ปมความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้ามาด้วยอารมณ์ที่หักมุมทำร้ายจิตใจตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ก่อนที่หนังจะเปลี่ยนตัวเองเป็นหนังแนวผจญภัยตะลอนข้ามเมืองข้ามน้ำข้ามป่าซึ่งดูมีความเหนือจริงกว่าปกติ เพราะตัวละครเด็กอายุ 10 ขวบกับคิงคาจูพากันเดินทางข้ามหลายร้อยไมล์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากสิ่งต่าง ๆ มันแทบจะเป็นเรื่องตลกไปเลย หรือเพราะผมไม่ชินกับความเอเนอจี้เยอะ ๆ ของตัวละครในเรื่องที่ทำอะไรก็ดูง่ายดายไปหมด ตั้งแต่เริ่มเรื่องจนถึงช่วงท้ายเรื่อง ผิดกับเรื่องอื่นที่มีการอธิบายชัดเจนถึงการกระทำของตัวละคร แต่เรื่องนี้ละไว้ในฐานแบบไม่เน้นสมจริง แบบอยากทำแบบนี้ หนังก็ให้ตัวละครทำเลยไม่ต้องคิดถึงความสมเหตุสมผลอะไร บางช่วงก็เหมือนตัวละครในเรื่องที่ตัวละครจะสามารถแก้ปัญหาไปได้โดยบังเอิญ ซึ่งจะมีให้เห็นเป็นระยะ ๆ บ่อยมาก และฉากความสัมพันธ์ของตัวละครที่ไม่โดดเด่นหรือเน้นย้ำเท่าที่ควร เหมือนแค่เอ่ยมาให้มันผ่าน ๆ ทำให้ในช่วงที่ควรจะอิมแพ็คมันกลับไปแบบผ่าน ๆ ผสมกับมุกตลกแบบลอย ๆ ใส่เข้ามาซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องราวประเด็นสำคัญ ทำให้ช่วงเวลาอารมณ์ในหนังผ่านไปอย่างรวดเร็ว สิ้นหวังและก็มีหวังอย่างว่องไว จนหนังไม่ค่อยเป็นธรรมชาติไหลลื่นกับจังหวะจะโคนกับการเล่าเรื่อง ทำให้มันค่อนข้างมีปัญหาเพราะความที่เป็นสูตรสำเร็จของอนิเมชั่นผจญภัยที่เป็นแบบนี้มาหลายเรื่องแล้วด้วย

ตัวละครในเรื่องไม่ได้แปลกใหม่หรือมีเสน่ห์มากมายอะไร แต่ล้วนมีเอเนอจี้เกินเหลือล้น วีโว่ เป็นคิงคาจูที่พูดไม่ได้ แต่ดันสื่อสารกับคนรอบตัวรู้เรื่องแบบงง ๆ แถมสามารถร้องเพลงให้คนฟังร่วมกันได้ และมีปฏิญาณแรงกล้าว่าตัวเองจะสามารถทำได้ จนไม่สนใจใคร เช่นเดียวกับกาบี้ ตัวละครเด็กหญิงแหกกรอบที่ออกมาแสดงความขบถของเด็กอายุ 10 ขวบที่ต้องการให้คนเข้าใจตัวเอง แต่ตัวเองก็ดันทำตัวออกห่างจากสังคม และไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่จนทำให้มีปัญหาครอบครัว แถมยังไม่ยอมพูดความจริงเพราะกลัวจะไม่มีใครเข้าใจ ซึ่งสองตัวละครนี้ถือเป็นตัวละครสำคัญของเรื่อง ในขณะที่ตัวละครตัวอื่น ๆ จะเหมือนเป็นตัวละครสนับสนุนมากกว่า ทั้งคนทั้งสัตว์ ซึ่งก็มีคาร์แร็คเตอร์ที่ซ้ำซาก ไม่ว่าจะเป็นแก๊งเนตรนารีสาวแสบ อายุ 10 ขวบสามคน ที่พล่ามเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติจนขึ้นสมอง งูยักษ์ที่รำคาญเสียงดัง นกปากยาวที่ฝันจะหาคู่แต่ไม่กล้าบอก แม่ที่เป็นห่วงลูกแต่ไม่เคยรับฟังลูกและพยายามจะทำหน้าที่แทนพ่อที่รักดนตรี แต่เธอไม่เข้าใจ ชายแก่ที่มีความในใจอยากบอกกับคนรักแต่มันก็สายเกินไป หญิงชราที่เตรียมอำลาวงการเพลงผู้เฝ้าฝันจะได้พบเจอกับเพื่อนเก่าอีกครั้ง ทุกคนเป็นส่วนประกอบของเรื่องที่ใส่เข้ามาเพื่อให้ได้ร้องเพลงบอกเล่าเรื่องราว

ประเด็นสำคัญเรื่องก็คือเรื่องของการเปิดใจให้กันและกันเหมือนท่วงทำนองดนตรี หรือทำอะไรแบบไม่ต้องคิดแผนการล่วงหน้า แต่มันก็ไม่ได้ดีอะไร วีโว่กับแกบบี้นั้นแม้จะเดินทางทำภารกิจให้สำเร็จและมีความขัดแย้งผ่านบทเพลงหรือการกระทำที่ต่างกัน แต่หนังก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันเท่าไหร่ นอกจากการร้องเพลงและผจญภัยไปด้วยกัน ซึ่งตรงนี้มันคาดเดาได้ง่ายอยู่แล้ว หรือแม้แต่ รีบทำก่อนจะสายที่เกิดขึ้นกับตัวละครในเรื่องที่ต่างเก็บความลับไว้ไม่กล้าบอก รอให้อีกฝ่ายเข้ามา สุดท้ายทุกอย่างก็สายไป ความรักจะคงอยู่ตลอดไป ใช่ ใคร ๆ ก็รู้โดยเฉพาะเมื่อมันมาอยู่ในอนิเมชั่นที่มีเรื่องทำร้ายจิตใจ หรือจะเป็นเรื่องของครอบครัวนั้นต้องรู้จักพูดคุยปรับความเข้าใจ แต่เมื่อมันมาอยู่ในช่วงเคลียร์ปม คิดจะเคลียร์ คิดจะเข้าใจก็เข้าใจกัน ณ เดี๋ยวนั้นเลย ไม่ได้มีการปูหรือทำอะไรให้เราเชื่อว่า มันเป็นไปได้นะที่ปมมันจะจบแบบนี้ กลายเป็นว่าพอพูดออกมาแล้ว ก็จบเอาดื้อ ๆ เลย ปมที่ปูมาทั้งหมดแบบใหญ่ ๆ หายเกลี้ยง ด้วยความที่เป็นสูตรสำเร็จแบบนี้แหละ มันเลยเหมาะกับครอบครัวทุกเพศทุกวัย แต่ถ้าจะคาดหวังอะไรใหม่ ๆ มันก็แอบผิดหวังเล็กน้อยจริง ๆ เพราะกลายเป็นว่าสารทั้งหมดไปอยู่ในเพลงที่ร้อง มากกว่าการเล่าเรื่อง ซึ่งถ้าใครไม่ชอบแนวนี้อาจจะพาลรำคาญหรือไม่ชอบไปเลยก็เป็นได้ อย่าลืมว่านี่เป็นอนิเมชั่นมิวสิคัล การเล่าเรื่องจะผ่านการร้องเพลง แต่ก็ยังมีการเล่าเรื่องแบบอนิเมชั่นทั่วไป

เรื่องงานภาพถือว่าสวยและสีสันสดใหม่ ไม่เน้นความสมจริงแต่เน้นการแสดงไอเดียสร้างสรรค์ โดยผสมผสานกับงานอนิเมชั่นแบบ 2 มิติในฉากสำคัญของเรื่องที่สีสันชวนให้นึกถึงวันวานในเพลงแจ๊ส และสภาพแวดล้อมที่เข้ากับช่วงหน้าร้อน ทั้งเมืองที่เป็นเวทีขนาดใหญ่ให้ทุกคนได้ร้องเพลง หรือป่าในอุทยานในแถบไมอามี่ที่มีสัตว์ขับขานเพลงให้อารมณ์ที่แตกต่างตัดกันระหว่างเมือง เรียกได้ว่าเป็นอนิเมชั่นจัดเต็มอีกเรื่อง โดยเฉพาะช่วงการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ซึ่งเข้ากับสไตล์มิวสิคคัลที่ตัวละครพากันพริ้วไหว ด้วยเพลงประกอบในเรื่องที่ไพเราะและคอยเป็นตัวเล่าเรื่องซึ่งก็มีติดหูมาก จนไปถึง น่ารำคาญมากด้วยสไตล์เพลงแบบลาตินที่โชว์ให้เห็นถึงวัฒนธรรมในแถบละตินอเมริกาอย่าง ประเทศคิวบาที่แสดงให้เห็นถึงมนต์เพลงที่ไพเราะชวนให้โยกย้าย ผสมผสานกับดนตรีป๊อบร่วมสมัย แจ๊ส อีดีเอ็ม ที่ตัวละครพากันขับขานผ่านการถ่ายทอดและประพันธ์ของ Lin-Manuel Miranda ที่ขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องการแต่งเพลงที่ขึ้นชื่ออยู่แล้ว ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวและจังหวะในเรื่องให้มันมีความกลมกล่อม เมื่อเทียบกับเนื้อเรื่องที่เป็นสูตรสำเร็จก็ช่วยยกระดับอนิเมชั่นให้มันดูเพลินตาและสนุกสนานไปกับมันจนจบ ในขณะที่เสียงพากย์ไทยที่คุณภาพดีมาก ๆ อยู่แล้ว ตั้งแต่ตัวหลักยันตัวประกอบ ก็ยังได้เสียงร้องของนักร้องที่เทียบได้กับเวอร์ชั่นต้นฉบับต่างประเทศเลย ไม่มีอะไรติดขัด แถมยังทำให้เราอินไปกับบางช่วงของเรื่องราวได้ในที่สุด ฉะนั้นส่วนของดนตรีกับภาพจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องตามที่คำวิจารณ์บอกไว้อย่างไม่มีข้อกังขาครับ

สรุป Vivo
อนิเมชั่นมิวสิคคัลผ่านเน็ตฟลิกซ์ที่ดูได้ทั้งครอบครัว เนื้อเรื่องที่สนุกและอบอุ่นหัวใจไปด้วยบทเพลงที่แสนไพเราะ พร้อมงานภาพที่มีสีสันสดใสและตัวละครในเรื่องที่มีพลังอันล้นเหลือ ประเด็นสำคัญที่จะทำให้คนในครอบครัวรักกันมากขึ้น และรู้จักใช้เวลาที่มีให้คุ้มค่าโดยไม่ต้องวางแผนอะไรไปข้างหน้า แค่เราใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เราก็จะสามารถทำทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ แม้จะติดปัญหาความเป็นสูตรสำเร็จและจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอที่ทำให้ตัวละครไม่โดดเด่นมากพอจะให้เราติดตาม แต่ก็ยังเป็นอนิเมชั่นดี ๆ ที่เหมาะแก่การเปิดดูในช่วงสุดสัปดาห์หากมีเวลาห่างก็สามารถหยิบขึ้นมาดูเพลิน ๆ ได้ครับ เพราะมีบางช่วงที่สามารถทำให้ผมร้องไห้ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล้ว ก็อย่าเพิ่งตัดสินใจจนกว่าจะได้ดูด้วยตาของตัวเองนะครับ